Knowledge Hub

“ใบอนุญาตสถานพยาบาล” มีกี่ประเภท มีขั้นตอนการขออย่างไร และกฎหมายที่ต้องรู้มีอะไรบ้าง?

TBR Team
เขียนโดยTBR Team
1 กรกฎาคม 2569
“ใบอนุญาตสถานพยาบาล” มีกี่ประเภท มีขั้นตอนการขออย่างไร และกฎหมายที่ต้องรู้มีอะไรบ้าง?

การเปิดคลินิกเสริมความงาม คลินิกทันตกรรม หรือสถานพยาบาลเฉพาะทาง สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การออกแบบสถานที่ให้สวยงาม การมีแพทย์ผู้ให้บริการที่เชี่ยวชาญ หรือการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการ แต่เป็นการขอ “ใบอนุญาตสถานพยาบาล” เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่าสถานพยาบาลนั้น ๆ มีมาตรฐานที่เหมาะสมในการให้บริการด้านสุขภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้รับบริการและป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่อาจตามมาภายหลัง

วันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกประเด็นที่ต้องรู้เกี่ยวกับการขอใบอนุญาตสถานพยาบาล เพื่อให้คุณเตรียมความพร้อมได้อย่างมืออาชีพ

ใบอนุญาตสถานพยาบาลมีกี่ประเภท

ในการเปิดสถานพยาบาลนั้นจำเป็นจะต้องมีใบอนุญาตหลัก 2 ฉบับที่ทำงานคู่กันคือ

1. ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (ส.พ. 7)

เอกสารทางกฎหมายที่อนุญาตให้บุคคลหรือนิติบุคคลสามารถเปิดและเป็นเจ้าของสถานพยาบาลได้ โดยใบอนุญาตนี้จะออกให้แก่ “ผู้ประกอบกิจการ” ซึ่งอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน) ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการแพทย์หรือสาธารณสุขก็ได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด โดยใบอนุญาตนี้เน้นที่ตัวตนของเจ้าของและความพร้อมของสถานที่และเงินทุน ตัวอย่าง

ใบอนุญาตฉบับนี้มีอายุ 10 ปี โดยผู้ประกอบการต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีเพื่อคงสภาพใบอนุญาตให้ยังมีผลตามกฎหมาย หากไม่ดำเนินการตามกำหนด อาจถูกระงับหรือเพิกถอนใบอนุญาตได้

2. ใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาล (ส.พ. 19)

เอกสารทางกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น แพทย์, ทันตแพทย์, พยาบาล, นักเทคนิคการแพทย์, นักกายภาพบำบัด หรือแพทย์แผนไทย เป็นผู้ควบคุมดูแลการดำเนินการสถานพยาบาล ซึ่งเรียกว่า “ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล” โดยต้องมีหน้าที่รับผิดชอบมาตรฐานการรักษาและความปลอดภัยในสถานพยาบาลนั้น ๆ ดังนี้

  • ควบคุมดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพ

  • ดูแลความสะอาดเรียบร้อยและความปลอดภัยของสถานพยาบาล

  • ตรวจสอบรายงาน ข้อมูลคนไข้ และเวชระเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาล มีอายุ 2 ปี และต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปี โดยผู้ดำเนินการต้องคงคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการ หากมีการเปลี่ยนตัวผู้ดำเนินการ จะต้องยื่นขอแก้ไขใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ดาวน์โหลดใบขออนุญาต : คลิก

หมายเหตุ: ผู้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (ส.พ. 7) และผู้ดำเนินการสถานพยาบาล (ส.พ. 19) อาจเป็นคนเดียวกันก็ได้ หากเจ้าของเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายกำหนด

ขั้นตอนการขอใบอนุญาตสถานพยาบาล ต้องทำอย่างไร?

สำหรับกระบวนการขอใบอนุญาตสถานพยาบาล ไม่ใช่เพียงการยื่นเอกสารแล้วจบไปเท่านั้น แต่ขั้นตอนนี้คือการพิสูจน์มาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติ เพื่อให้ครอบคลุมถึงความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ และถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีรายละเอียดเจาะลึกในแต่ละขั้นตอนดังนี้:

1. การเตรียมสถานที่และยื่นแบบแปลน

ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด เพราะหากก่อสร้างคลินิกไปแล้วไม่ตรงตามมาตรฐาน การแก้ไขภายหลังจะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยการยื่นแบบแปลนจะต้องยื่นแบบแปลนอาคารในมาตราส่วน 1:100 ที่แสดงรายละเอียดทุกห้องอย่างชัดเจน ต่อเจ้าหน้าที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)

โดยมีเกณฑ์มาตรฐานพื้นที่กำหนดไว้ดังนี้

  • ทางเดิน: ต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 80-100 ซม. เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย

  • ห้องตรวจ: ต้องเป็นสัดส่วน มิดชิด และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับเครื่องมือแพทย์พื้นฐาน

  • ระบบระบายอากาศ: ต้องมีการถ่ายเทอากาศที่ดี หากเป็นห้องผ่าตัดเล็กหรือห้องทำหัตถการ ต้องมีระบบควบคุมความดันอากาศตามมาตรฐาน

  • จุดพักขยะติดเชื้อ: ต้องแยกออกจากขยะทั่วไปอย่างชัดเจน มีฝาปิดมิดชิด และตั้งอยู่ในจุดที่รถเก็บขนขยะเข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องผ่านโซนสะอาด

2. การยื่นคำขอและจัดเตรียมเอกสาร

ต้องดำเนินการยื่นคำขอใบอนุญาต 2 ประเภทควบคู่กันเสมอ เพื่อให้สถานพยาบาลเปิดดำเนินการได้ตามกฎหมาย

  • ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (ส.พ. 7): สำหรับฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่ความพร้อมของ “เจ้าของ” และ “สถานที่”

  • กรณีบุคคลธรรมดา: ใช้สำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน และหลักฐานทางการเงิน

  • กรณีนิติบุคคล: ต้องใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานพยาบาล และรายชื่อกรรมการ

  • ใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาล (ส.พ. 19): สำหรับฉบับนี้จะเป็นการมุ้งเน้นไปที่ความพร้อมของ “ผู้ควบคุมดูแล” ซึ่งจะต้องใช้ใบประกอบวิชาชีพที่ยังไม่หมดอายุของผู้ดำเนินการ รวมถึงหนังสือแสดงความจำนงเป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาล (ส.พ. 20) พร้อมกับตรวจสอบว่า เวลาปฏิบัติงานของผู้ดำเนินการต้องไม่ปฏิบัติงานซ้ำซ้อนเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

3. การตรวจมาตรฐานสถานที่จริง

เมื่อตกแต่งสถานที่และติดตั้งอุปกรณ์เรียบร้อย เจ้าหน้าที่จะนัดหมายเข้าตรวจหน้างานจริงตามหลักเกณฑ์ “5 ด้าน” อย่างละเอียด:

  • ด้านสถานที่: ตรวจวัดขนาดห้องจริง ป้ายชื่อคลินิกต้องมีขนาดและสีตามประเภทสถานพยาบาล แสงสว่างต้องเพียงพอ และมีห้องน้ำแยกสัดส่วนชัดเจน

  • ด้านความปลอดภัย: ตรวจสอบถังดับเพลิงที่ยังไม่หมดอายุ แผนผังทางหนีไฟ และการติดป้ายเตือนต่างๆ

  • ด้านเครื่องมือแพทย์: อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องได้มาตรฐาน มีการสอบเทียบ (Calibration) และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน 100%

  • ด้านบุคลากร: เจ้าหน้าที่จะขอดูตัวจริงของผู้ประกอบวิชาชีพ หรือหลักฐานการจ้างงานพนักงานผู้ช่วย

  • ด้านยาและเวชภัณฑ์: การจัดเก็บยาต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจน มีตู้เก็บยาอันตรายที่ล็อคได้ และมีการบันทึกบัญชีรับ-จ่ายยา (ย.จ. 9, ย.จ. 10) อย่างถูกต้อง

4. การพิจารณาและชำระค่าธรรมเนียม

หลังจากผ่านการตรวจ เจ้าหน้าที่จะสรุปผลเพื่อเสนออนุมัติใบอนุญาต หากมีจุดที่ต้องแก้ไขก็จะมีเวลาดำเนินการปรับปรุงตามระยะเวลาที่กำหนด เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะได้รับใบแจ้งให้ไปชำระค่าธรรมเนียมประกอบกิจการและรายปี เพื่อรับใบอนุญาตฉบับจริงมาแสดงไว้ ณ สถานพยาบาล

ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล ต้องจ่ายอะไรบ้าง?
หลายคนอาจกังวลว่าการขอใบอนุญาตจะมีค่าใช้จ่ายที่บานปลาย แต่จริงๆ แล้ว ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล นั้นค่อนข้างชัดเจน แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข สำหรับสถานพยาบาลประเภทคลินิกควรเตรียมงบประมาณส่วนนี้ไว้ ดังนี้:

  • ค่าคำขอฉบับละ 100 บาท: ค่าธรรมเนียมเริ่มต้นยื่นเอกสาร

  • ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล (ส.พ. 7) 1,000 บาท: ฉบับนี้เปรียบเสมือนใบเกิด ของคลินิก ออกให้ในนามเจ้าของธุรกิจ (บุคคลหรือนิติบุคคล) เพื่อยืนยันว่าสถานที่นี้ได้รับอนุญาตให้เป็นสถานพยาบาลแล้ว

  • ใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาล (ส.พ. 19) 500 บาท: ฉบับนี้คือใบอนุญาตสำหรับแพทย์ผู้ดูแล ที่จะมาลงชื่อรับผิดชอบการรักษาในคลินิก

  • ค่าธรรมเนียมรายปี 500 บาท: ต้องชำระทุกปีเพื่อคงสภาพใบอนุญาตให้ยังใช้งานได้อยู่เสมอ

ข้อควรระวัง: หากมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดภายหลัง เช่น เปลี่ยนชื่อคลินิก หรือย้ายสถานที่ตั้ง ก็จะมีค่าธรรมเนียมการแก้ไขเปลี่ยนแปลงครั้งละประมาณ 200 – 500 บาท ขึ้นอยู่กับกรณี

กฎหมายและระเบียบสำหรับสถานพยาบาลที่ต้องปฏิบัติ

การดำเนินธุรกิจสถานพยาบาลมีข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยมี กฎหมายและระเบียบสำหรับสถานพยาบาลที่ต้องปฏิบัติ สำคัญ ๆ ดังนี้

  • การโฆษณา: ต้องขออนุมัติเนื้อหาโฆษณาทุกครั้งก่อนเผยแพร่ (ทั้งออนไลน์และออฟไลน์) เพื่อป้องกันความผิดฐานโฆษณาเกินจริง

  • การแสดงป้าย: ต้องมีป้ายชื่อสถานพยาบาลที่ระบุเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก และแสดงรูปถ่ายพร้อมใบอนุญาตของแพทย์ผู้ปฏิบัติงานในขณะนั้นไว้ในที่เปิดเผย

  • มาตรฐานวิชาชีพ: ห้ามปล่อยให้บุคคลที่ไม่ใช่แพทย์มาทำการรักษาแทนโดยเด็ดขาด (หมอกระเป๋า)

  • การเก็บรักษาเวชระเบียน: ต้องทำประวัติคนไข้และเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 5 ปี หรือมากกว่าตามกรณี

การทำทุกอย่างให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจราบรื่น แต่ยังเป็นรากฐานที่มั่นคงในการส่งมอบสุขภาพที่ดีให้กับผู้รับบริการ สามารถดูแบบคำขอสถานพยาบาล ทั้งหมดได้ที่ : สำหรับคลินิก หรือ โรงพยาบาล

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

มาตรฐาน IP65, IP66, IP67, IP68 ต่างกันอย่างไร? วิธีเลือกซื้อให้คุ้มค่าKnowledge Hub

มาตรฐาน IP65, IP66, IP67, IP68 ต่างกันอย่างไร? วิธีเลือกซื้อให้คุ้มค่า

การเข้าใจความต่างระหว่าง IP65, IP66, IP67 และ IP68 จะช่วยให้คุณเลือกซื้อสินค้าได้อย่างคุ้มค่า ตรงโจทย์การใช้งาน และไม่ต้องจ่ายแพงเกินความจำเ...

TBR Team
โดยTBR Team
1 ก.ค. 2569
มาตรฐาน GHP คืออะไร? สรุป 9 ข้อ พร้อมความต่างของ GMP และ GHPKnowledge Hub

มาตรฐาน GHP คืออะไร? สรุป 9 ข้อ พร้อมความต่างของ GMP และ GHP

มาตรฐาน GHP คืออะไร? สรุป GHP 9 ข้อ พร้อมอธิบาย GHP Certificate และความแตกต่างระหว่าง GHP กับ GMP ที่ธุรกิจอาหารควรรู้

TBR Team
โดยTBR Team
1 ก.ค. 2569
COA คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ วิธีดู COA สินค้าแบบไหนคือผ่านมาตรฐานKnowledge Hub

COA คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ วิธีดู COA สินค้าแบบไหนคือผ่านมาตรฐาน

COA (Certificate of Analysis) คืออะไร? สินค้าอะไรบ้างที่ต้องมีเอกสาร COA พร้อมวิธีดูสำหรับผู้บริโภค รู้ได้อย่างไรว่าสินค้าที่จะซื้อผ่านมาตรฐ...

TBR Team
โดยTBR Team
1 ก.ค. 2569